หน้าหลัก / เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย

เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย

realestate

ตรามหาวิทยาลัย

 
ตรามหาวิทยาลัยเป็นรูปวงรี
        วงล้อมตราพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชทานให้แก่สถาบันราชภัฏ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2535 ภายในวงรีเป็นชื่อสถาบันราชภัฏแต่ละแห่ง ด้านบนเป็นอักษรภาษาไทย ด้านล่างเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นตัวเขียนที่เป็นลักษณะเฉพาะ สีในตราสถาบันมีความหมายและคุณค่าดังนี้
 
สีน้ำเงิน แทนค่า  สถาบันพระมหากษัตริย์ผู้ให้กำเนิด และพระราชทานนาม"สถาบันราชภัฏ"
สีเขียว แทนค่า  แห่งที่ตั้งของสถาบันฯ 41 แห่งในแหล่ง ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
สีทอง แทนค่าความเจริญรุ่งเรืองทางภูมิปัญญา
สีส้ม แทนค่า ความรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมไทยท้องถิ่น ที่ก้าวไกลใน 41 สถาบัน
สีขาว แทนค่า ความคิดอันบริสุทธิ์ของนักปราชญ์แห่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

 

อุดมการณ์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ "สถาบันราชภัฎ" เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์2535 ครั้นต่อมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2538 ก็ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาว ราชภัฏเป็นล้นพ้นด้วยทรงเมตตาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชลัญจกรประจำพระองค์ให้เป็น "สัญลักษณ์ประจำสถาบันราชภัฏ"โดยเฉพาะนับเป็นมหาสิริมงคลอันควรที่ชาวราชภัฏทั้งมวลจักได้ภาคภูมิใจและพร้อมใจกันปฏิบัติหน้าที่สนองพระมหากรุณาธิคุณนี้อย่างสุดความสามารถ
       ในการปฏิบัติหน้าที่สนองพระมหากรุณาธิคุณชาวราชภัฏจำเป็นต้องมีอุดมการณ์ร่วมกันเพราะ อุดมการณ์เป็นเครื่องกำกับทิศทาง และแนวทางการดำเนินงานมิให้คลอนแคลนหรือเลื่อนลอยไปตามกระแสของเหตุการณ์ ในเมื่อคำว่า "ราชภัฏ"แปลว่า "คนของพระราชา " และ" สัญลักษณ์ประจำสถาบันราชภัฏ" ก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ "พระราชลัญจกรประจำพระองค์ของพระราชา" ดังนั้น อุดมการณ์ของชาวราชภัฏ ก็ต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอุดมการณ์แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวด้วย สาระสำคัญของอุดมการณ์ดังกล่าวนี้ สามารถพิจารณาได้จากรูปต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในพระราชลัญจกรประจำพระองค์หนึ่งนั่นเอง กล่าวคือ

       ประการแรก รูปที่โดดเด่นที่สุดในพระราชลัญจักร ประจำพระองค์คือ รูปเศวตฉัตรเจ็ดชั้นที่ตั้งอยู่บนพระที่นั่งอัฐทิศพระที่นั่งองค์นี้สร้างจากไม้อุทุมพรหรือไม้มะเดื่อ ปัจจุบันประดิษฐานในพระที่ นั่งไพศาลทักษิณด้านบนทิศตะวันออก ในวันประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นประทับเหนือพระที่นั่งองค์นี้ เพื่อทรงรับน้ำอภิเษกที่ผู้แทนของประชาชนจากทิศ ทั้งแปดทูลเกล้าฯ ถวายซึ่งแปลความหมายได้ว่าประชาชนเป็นผู้กราบบังคมทูล ถวายแผ่นดินให้ทรงครองและพร้อมใจกันอัญเชิญพระองค์เสด็จขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยตรงตามคติความเชื่อของการสถาปนา พระมหากษัตริย์โดยยินยอมพร้อมใจของปวงชนที่เรียกว่า "อเนกนิกรสโมสรสมมุติ" นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่พระมหากษัตริย์ทรงรับแผ่นดินและน้ำอภิเษกจากประชาชนแทนการรับจากราชบัณฑิตดังในรัชกาลก่อนพระที่นั่งอัฐทิศหรือพระแท่นแปดทิศจึงเป็นสัญลักษณ์แทนแผ่นดินส่วน เศวตฉัตรหรือฉัตรขาวเป็นเครื่องหมายของ "ธรรมราชา" คือพระราชาผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาเช่น มหาวงค์เรียกพระเจ้าแผ่นดินว่า "เศวตฉัตรธำรง" ซึ่งแปลว่าผู้ทรงฉัตรขาวและเรียกภิกษุว่า กาฬฉัตรธำรง" คือ ผู้ถือร่มดำ การที่พระบรมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประปฐมบรมราชโองการว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สูงแห่งมหาชนสยาม" นั้นทรงยืนยัน ความเป็นธรรมราชาของพระองค์ให้เป็นที่ปราฏในแผ่นดินโดยแท้ จนถึงวันนี้ก็ทรงปฏิบัติตามพระปฐมบรมราชโองการ นี้โดยตลอดสำหรับชาวราชภัฏรูปของฉัตรขาวเจ็ดชั้นที่ตั้งบนแท่นแปดทิศนั้นย่อมต้องแปลความว่าชาวราชภัฏคือผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยตั้งอยู่บนความถูกต้องชอบธรรมกับต้องร่วมแรงร่วมใจกันสร้างสรรค์ความถูกต้องชอบธรรมเพื่อความเจริญ
ก้าวหน้าของท้องถิ่น

       ประการที่สอง ใต้เศวตฉัตรลงมาเป็นรูปวงจักรกลางจักรเป็นอุณาโลม หรือเลขเก้ารูป วงจักรนั้นเป็นสัญลักษณ์ของชาวราชวงศ์จักรีคำว่า "จักรี" มีความหมายได้เป็นสองนัย นัยหนึ่งหมายความว่า ราชวงศ์นี้สืบเนื่องมาจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งที่ "เจ้าพระยาจักรี" ก่อนจะปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อีกนัยหนึ่งหมายความว่า ราชวงศ์นี้สืบเนื่องมาจากพระนารายณ์ ซึ่งพระนามอีกอย่างหนึ่ง "พระจักรี"แปลว่า ผู้ทรงจักร ตามคติความเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินคือ พระนารายณ์อวตารลงมาปราบยุคเข็ญดังมีการถวายพระนามแด่พระเจ้าแผ่นดินอีกอย่างหนึ่ง ว่า "พระรา" หรือ "พระรามาธิบดี" พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงเป็นพระรามที่เก้า
      สำหรับรูปอุณาโลม ที่มีลักษณะเหมือนเลขเก้านั้น หมายถึง พระเนตรดวงที่สามของพระอิศวรเป็นพระราชสัญลักษณ์ ประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อมีรูปนี้อยู่กลาง วงจักร จึงแปลความหมายได้เป็นสองอย่าง อย่างแรกแปลความหมายได้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์จักรี อย่างที่สองหากดูรูปอุณาโลม เป็นเลขเก้าก็แปลความหมายได้อีกอย่างหนึ่งว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินลำดับที่เก้า แห่งราชวงศ์จักรีวงศ์ 
       พึงทราบว่าภายหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีสถานะเสมอด้วยเทวราชาวงจักรและอุณาโลมก็คือเครื่องหมายแห่งเทวราชานั่นเองจักรเป็นเทพอาวุธซึ่งเป็นทิพยศาสตราอันทรงฤทธานุภาพของพระนารายณ์ส่วนอุณาโลมหรือพระเนตรดวงที่สามของพระอิศวรนั้นมีมหิทธานุภาพยิ่งหากทรงลืมพระเนตรดวงที่สามนี้เมื่อใดจักวาลจักไหม้เป็นจุลทันทีแต่ทั้งวงจักรและอุณาโลมล้วนอยู่ใต้เศวตฉัตรซึ่งแปลความหมายโดยรวมได้ว่าแม้ว่าพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมเดชานุภาพก็ทรงใช้พระราชอำนาจนั้นโดยคำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมเพื่อความร่มเย็นเป็นสุข ของพสกนิกรทุกหมู่เหล่าในแผ่นดินเป็นสำคัญ 
       สำหรับชาวราชภัฏ รูปวงจักรคือสัญลักษณ์ของศาสตรา หรือศาสตร์อันทรงอานุภาพหมายความว่าสถาบันราชภัฏต้องเป็นแหล่ง รวมวิทยาการของท้องถิ่น ส่วนรูปอุณาโลมคือ สัญลักษณ์ของปัญญาอันยิ่ง เพราะแสงสว่างแห่งปัญญานั้นไม่มีแสงสว่างใด เสมอเหมือนหมายความว่าสถาบันราชภัฏ ต้องเป็นผู้นำทางปัญญาของชุมชน

       ประการที่สาม รูปรัศมีสีทองเปล่งประกายออกไปในทุกทิศทางรวมทั้งสิ้น 32 แฉกนั้นหมายถึงพระบรมเดชานุภาพ32 ประการ แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่แผ่กระจายออกไป เพื่อยังความร่มเย็นเป็นสุขให้บังเกิดขึ้นกับมวลพสกนิกร ในทุกสารทิศทั้งนี้เป็นการสืบสานคติความเชื่อของคนไทยแต่โบราณมาว่าพระเจ้าแผ่นดิน คือผู้ทรงบุญญาธิการสมบูรณ์ด้วย พระคุณลักษณะและพระคุณธรรมของมหาบุรุษทั้ง 32 ประการ โดยที่ทุกประการนั้น ล้วนบำเพ็ญเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนทั้งสิ้น สำหรับชาวราชภัฏ รูปรัศมีทอง 32 แฉก คือ สัญลักษณ์ของพลังแห่งความจริง ความดี ความงามที่เปล่งประกายออกไป จากสถาบันราชภัฏเพื่อความเจริญก้าวหน้าอันมั่นคงและยั่งยืนให้บังเกิดขึ้นกับท้องถิ่น
       ดังพิจารณามาตามลำดับนั้น จะเห็นได้ว่าความหมายของรูปต่างๆที่ปรากฎอยู่ในสัญลักษณ์ประจำสถาบันราชภัฏ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าอันวิเศษ สมควรอย่างยิ่งที่จะน้อมความหมายดังกล่าวมาเป็นอุดมการณ์ของสถาบันราชภัฎ ซึ่งพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนให้เป็น "สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น" หากชาวราชภัฏได้ร่วมแรงร่วมใจกัน ปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุสู่อุดมการณ์นี้สถาบันราชภัฏก็จะเป็นความหวังและเป็นที่พึ่ง ทางการศึกษาของท้องถิ่น สามารถทำหน้าที่ เป็น "มหาวิชชาลัย" คือเป็น "ที่อาศัยแห่งความรู้อันยิ่งใหญ่"และเป็น "โพธิยาลัย" คือเป็น "ที่อยู่แห่งแสงสว่าง" พร้อมที่จะเรียนรู้เบื้องพระยุคลบาทศึกษาสืบสาน และสร้างสรรค์งานตามแนว พระราชดำริให้บังเกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษาต่อปวงชนชาวไทย ยังผลให้ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศเกิดความเจริญก้าวหน้า มั่นคงและยั่งยืนให้สมกับที่ราชภัฏเป็น “"คนของพระราชาข้าของแผ่นดิน" อย่างแท้จริง
       ควรจะได้บันทึกไว้ให้เป็นที่ปรากฎ ณ ที่นี้ว่า พระราชลัญจกรประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งงดงาม ทั้งรูปแบบ และลึกซึ้งทั้งความหมายนั้น คณะกรรมการที่คิดแบบขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายประกอบด้วย พลเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์กรมพระยาชัยนาทเนรนทร พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัติ กรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากรและพระยาเทวาธิราช ป.มาลากุล สมุหพระราชพิธี ส่วนผู้ที่แกะพระราชลัญจกรองค์นี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย คือหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร สถาปนิกคนสำคัญแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมายุครบหกรอบ
นักษัตรในวันที่ 5 ธันวาคม 2542 นับเป็นมหามงคลสมัยที่ชาวราชภัฏทั้งมวล ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายใต้ พระราชลัญจกร แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และ "รู้ รัก สามัคคี" ในอันที่จะพัฒนาสถาบันราชภัฏ ให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ทั้งนื้เพื่อน้อมเกล้า ฯ ถวายเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติ แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในวโรกาสอันสำคัญยิ่งนี้


ปรัชญา

สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

วิสัยทัศน์

เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏต้นแบบ ที่น้อมนำคุณธรรม จริยธรรมและความรู้ตามแนวพระราชดำริ บูรณาการกับการปฏิบัติภารกิจ การผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ทำให้ชุมชนเข้มแข็งพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน

พันธกิจ

1. เพิ่มคุณภาพการผลิตบัณฑิต การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม แบบบูรณาการโดยการน้อมนำคุณธรรม     จริยธรรมและความรู้ตามแนวพระราชดำริ
2. ผลิตบัณฑิตโดยเน้นบัณฑิตนักปฏิบัติ ด้วยกระบวนการบูรณาการการวิจัยและพัฒนาแก้ปัญหาท้องถิ่น 
3. สร้างองค์ความรู้ด้วยหลักสูตรที่สามารถรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน และการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
4. จัดกระบวนการภายในโดยเน้นการบริหารจัดการตัวเอง เพื่อพัฒนาองค์การอย่างยั่งยืน

ยุทธศาสตร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม มีแนวทางในการดำเนินการตามประเด็นยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ดังนี้ 
1. พัฒนากระบวนการเรียนรู้สู่บัณฑิตนักปฏิบัติอย่างมืออาชีพ เพื่อการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น 
2. ปฏิรูปการวิจัยและการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย โดยใช้แนวทางตามพระราชดำริ 
3. ยกระดับการทำนุบำรุงงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมภาคเหนือตอนล่าง 
4. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อพัฒนาองค์การอย่างยั่งยืน

 

มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม : Pibulsongkram Rajabhat University